วิบากกรรมลูกช้างป่า พลายสามพราน

วิบากกรรมลูกช้างป่า พลายสามพราน
ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ต้นปี"49 ลูกช้างป่าเพศผู้อาศัยอยู่ในโขลงภูไทในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พลาดโดนบ่วงดักสัตว์ที่พรานวางไว้เพียงเพื่อดักหมูป่าหรือกวาง จนได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าลูกช้างป่ายังคงพอตามโขลงได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เพราะบาดแผลที่เกิดจากเชือกเส้นเดียว ได้สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส หลังจากปมของเงื่อนยิ่งรัดแน่นเรื่อยๆ จนเป็นแผลฉกรรจ์ ความรู้สึกเจ็บปวดจึงไม่ต่างกับการเดินหนึ่งก้าวแล้วมีมีดคมหยาบๆ กรีดขาหนึ่งครั้ง ลองคิดดูสิว่าวันหนึ่งลูกช้างป่าต้องเดินกี่ก้าวในที่สุด "ลูกช้างป่า" ก็ตามโขลงไม่ทัน ต้องหากินตัวเดียว ออกมาให้ชาวบ้านเห็น ร่องรอยเลือดและหนองส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน จ.ปราจีนบุรี เพื่อให้การช่วยเหลือ การติดตามลูกช้างป่าเพื่อให้การรักษาในป่าบริเวณหน่วยพิทักษ์สามพรานเริ่มขึ้นในเวลานั้น และทั้งหมดก็คือ จุดเริ่มต้นแห่งปฐมบทของ "พลายสามพราน"ในระหว่างติดตามของคณะทำงาน พลายสามพรานว่องไวมาก ไม่มีใครรู้อาการบาดเจ็บของมัน แต่เชื่อว่าหนัก โดยธรรมชาติ สัตว์ป่าเมื่อบาดเจ็บ มักจะไม่รู้ว่ามนุษย์มาดีหรือร้าย ดังนั้นการหลบหนี หลบซ่อน หรือเข้าทำร้ายทีมงานจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา สัตว์ป่าในยามที่บาดเจ็บหรือล้มป่วย สัญชาตญาณการเอาตัวรอด การดูแลตัวเอง การกินพืชอาหารป่าที่เป็นสมุนไพร จะช่วยดูแลตัวเองในระดับหนึ่ง เป็นหลักธรรมชาติและสัญชาตญาณบำบัดที่ชัดเจนที่สุด แต่เมื่อใดที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว พวกมันมักจะโผล่มาให้คนเห็น ในการโผล่ให้คนเห็นมีสองนัยยะ คือโผล่ให้เห็นแล้วเข้าไปรอในป่าให้คนมาช่วย แต่อาจมีความระแวงอยู่บ้าง กับอีกอย่างคือ โผล่ให้คนเห็นแล้วเข้าไปนอนตายในป่าเมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนจึงต้องแข่งกับเวลา เพราะลักษณะเช่นนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าโอกาสรอดของพลายสามพรานเหลือ 50 : 50 เท่านั้น

อาการและบาดแผลของสามพรานขณะนั้น การฉีดยา ทำแผล อาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด ในที่สุดสัตวแพทย์จึงตัดสินใจวางยาให้สลบ และผ่าตัดกลางป่า ท่ามกลางอากาศอบอ้าว อุณหภูมิร่างกายสามพรานสูงขึ้น เสี่ยงต่อการช็อก ทุกคนจึงต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด หลังฟื้นขึ้นมา พร้อมอาหารบางส่วนที่วางอยู่ต่อหน้า แม้ยังงงๆ แต่ พลายสามพราน สบายตัวขึ้น เนื่องจากบ่วงที่รัดถูกนำออกแล้ว ในระหว่างนั้น พบว่ามีช้างเพศเมียมารับพลายสามพรานเข้าโขลง ดูเดินได้คล่องขึ้น เป็นความประทับใจของทุกคนที่เกิดขึ้นพร้อมคำถามว่า "การที่พลายสามพรานบาดเจ็บอยู่ตัวเดียวนั้น เป็นเพราะตามโขลงไม่ทัน หรือโขลงจงใจที่จะทิ้งไว้ เพื่อให้คนมารักษากันแน่"ต้นปี "50 เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ต.คลองตะเคียนอีกครั้ง ว่าพบช้างป่าออกมาทำลายพืชไร่ชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว หลังการติดตามก็พบว่าช้างป่าตัวนั้น คือ "พลายสามพราน" นั่นเอง พลายสามพราน เดินทางด้วยระยะทางไกลจากจุดเดิมที่รักษาประมาณ 15 กิโลเมตร ออกมากินและทำลายพืชไร่ของชาวบ้าน สภาพของมันขณะนั้น น่าสงสาร ผอมโซ ไม่มีพื้นที่จะอยู่ ถูกไล่ต้อน มีร่องรอยถูกงาช้างแทง 3-4 รอยที่สะโพก หากินอยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีปลูกพืชอย่างหนาแน่น อาการจึงแย่ลง ในที่สุดคณะสัตวแพทย์ จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องเข้าทำการรักษา พลายสามพราน อีกครั้ง คราวนี้มีชาวบ้านมาช่วยกันมาก ทุกคนสงสารและเข้าใจ จึงเกิดการรวมตัวกันที่จะช่วยกันดูแล และหาอาหารมาให้ แต่แล้วไม่นานนัก โขลงช้างป่ากลับลงมาทำลายผลผลิตของชาวบ้านอีก จะเป็นการมาเยี่ยมพลายสามพรานหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ มันได้สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคน ชาวบ้านจึงรวมตัวกันทำหนังสือร้องเรียนอีกครั้ง เพื่อขอให้นำพลายสามพรานเข้าไปไว้ในพื้นที่เขตเขาอ่างฤๅไน

จากการตรวจสุขภาพพบว่า มันสมบูรณ์มากขึ้น แต่บาดแผลที่เท้าหน้าขวาค่อนข้างแย่ มีก้อนเนื้อก้อนใหญ่งอกออกมา อาจเป็นผลมาจากพื้นที่ป่าที่พลายสามพรานเลือกที่จะพักรักษาตัวนั้น เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก การตกค้างของสารเคมีในแหล่งน้ำ และพืชไร่ของเกษตรกร ทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น ระหว่างเกษตรกร ช้างป่า และเจ้าหน้าที่ นายสามารถ สุมโนจิตราภรณ์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า จัดการประชุมเร่งด่วนเพื่อหาวิธีเคลื่อนย้ายมันไปยังที่เหมาะสม โดยสรุปว่าจะย้ายโดยใช้วิธีการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมคชศาสตร์โบราณ กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยสัตวแพทย์ให้ยาซึมลดอาการดิ้นรน แล้วใช้หมอช้างและช้างบ้านจาก จ.สุรินทร์ มาประคับประคองพาพลายสามพรานออกจากป่า นำขึ้นรถขนย้าย โดยที่พลายสามพรานยังไม่ล้มตัวนอน การดำเนินการแบบนี้ เคยมีรายงานการทำมาแล้วอย่างได้ผลที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นไปอย่างราบรื่น พลายสามพรานเดินตามทีมหมอช้างจากสุรินทร์ และเคลื่อนย้ายอย่างสงบภาพประทับใจที่ทุกคนได้เห็นในวันนั้น ไม่เพียงแต่การที่ชาวบ้านทีมงานทุกคนได้เห็นวัฒนธรรมโบราณที่กำลังจะหายไป ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกปรามาสว่าเป็นลิเก แต่กลับเป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า มันยังคงใช้ได้จริง ณ เวลาปัจจุบัน ทีมสัตวแพทย์ได้ตรวจสุขภาพ รักษาบาดแผล ให้ยาบำรุงและวัคซีน ก่อนปล่อยพลายสามพรานให้ดำรงชีวิตอย่างอิสระในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน แต่หลังจากนั้นเพียง 3 วัน พบว่าพลายสามพรานเดินหากินมุ่งหน้าสู่ป่าคลองตะเคียนที่เดิม ห่างจากเขตฯ ประมาณ 25 กิโลเมตร และยังพบร่องรอยการถูกช้างป่าตัวอื่นแทงที่สะโพก เชื่อว่าเป็นการถูกขับออกจากป่า หลังจากที่ประชากรช้างป่าในพื้นที่เขาอ่างฤๅไนนั้นเพิ่มขึ้น เกินศักยภาพที่พื้นที่จะรองรับได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะทำงานจึงไประชุม และเข้าตรวจสภาพพลายสามพรานว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สรุปได้ว่า ต้องย้ายกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไกลกว่าเดิม สู่โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง เพื่อรักษาและปล่อยสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง ที่มีช้างเพศเมียถูกปล่อยไปก่อนหน้านั้นแล้ว ครั้งนี้ไม่ต้องใช้พิธีกรรมทางคชศาสตร์และยาซึมอีก แต่ต้องใช้ช้าง พลายบัวบาน ช้างพี่เลี้ยงที่เคยเป็นเพื่อนย้ายครั้งที่แล้วมาเดินทางไปเป็นเพื่อน ทุกคนเฝ้ารอและเอาใจช่วย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรอคำตอบคือ อาการป่วยที่แท้จริงของสามพรานอาจไม่ได้อยู่ที่ขา แต่อาจอยู่ที่อวัยวะภายในที่บาดเจ็บมานาน การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเริ่มแย่ลง ทีมหมอทุกคนรู้ดี แต่ต้องทำให้ดีที่สุด แล้ววันสุดท้ายของพลายสามพรานก็มาถึง เขาได้หลับอย่างสงบ หลังจากต้องทนทุกข์กับบาดแผลที่เกิดจากคนใจร้ายมาในช่วงหนึ่งของชีวิต จบการต่อสู้ด้วยวัยเพียง 7 ปี ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปกรณีของลูกช้างป่า พลายสามพราน ไม่ได้เป็นแค่โศกนาฏกรรมทางธรรมชาติของสัตว์ป่าที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์เท่านั้น แต่เรื่องราวของพลายสามพรานยังได้ให้สิ่งใหม่ๆ กับแวดวงนักอนุรักษ์ และผู้ทำงานด้านทรัพยากรสัตว์ป่าในประเทศอีกหลายประการ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของสัตวแพทย์ผู้ให้การรักษา และเจ้าหน้าที่ทีมงานทุกคนเท่านั้น แต่มันคือการให้บทเรียนแห่งการเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน รักษาและดูแลซึ่งกันและกัน ระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ป่า ได้เป็นอย่างดี

จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6331 หน้า 5


วัวแดงกับการขยายพันธุ์ในพื้นที่ป่า


โดย...น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน,ไสว วังหงษา

สวัสดีครับ แบบนี้ผมมีเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟ้ง ซึ่งไม่ใช่เป็นการรักษาสัตว์ป่าที่บาดเจ็บแต่เป็นการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดครับ สัตว์ป่าที่ผมจะกว่าวถึงก็คือ วัวแดง ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้ของมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งตอนนี้พบว่า ประชากรวัวแดงที่มีเหลืออยู่ในประเทศนั้นค่อนข้างน้อยและอาจมีปัญหาเรื่องของพันธุกรรม

ปัญหาพันธุกรรมของวัวแดงที่จะพูดถึงนี้ก็คือ การผสมเลือดชิด(Inbreed) หมายถึงการผสมในครอบครัวเดียวกัน หรือในหมู่เครือญาติ เช่น พ่อพันธุ์สัตว์ผสมกับลูก ลูกผสมกับแม่ พี่ผสมกับน้อง หรือการผสมระหว่างสัตว์ที่เป็นญาติพี่น้องกัน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์ในป่าต้องผสมเลือดชิดกันนั่นก็คือ

1. พื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยลดน้อยลง (Habitat lost) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาในการลดจำนวนลงอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยถูกทำลายและการล่าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ การที่สัตว์แต่ละชนิดจะสามารถอยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ได้อย่างสมบรูณ์จะต้องมีพื้นที่หากินพอสมควร ทั้งนี้พื้นที่หากินจะขึ้นกับขนาดของพื้นที่และความสมบรูณ์ของแหล่งน้ำแหล่งอาหารและปัจจัยสิ่งแวดล้อมทีสำคัญ

แม้ว่าจะมีความพยายามหามาตรการต่าง ๆ มาใช้ในการอนุรักษ์ แต่จำนวนสัตว์ป่าหลาย ๆ ชนิดยังคงลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์คอขวด (Bottleneck effect) ทำให้ประชากรเพิ่มขั้นในลักษณะที่เรียกว่า เพิ่มขึ้นหลังคอขวด (post-bottleneck) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เกิดภาวะเลือดชิดได้ง่าย

2. สภาพถิ่นอาศัยที่เป็นเกาะ ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับผืนป่าผืนอื่น (Habitat Fragmentation) นั้นคือสัตว์จะไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากป่าหนึ่งไปผสมพันธุ์กับสัตว์ป่าอีกป่าหนึ่งได้ด้วยตัวมันเอง ยกตัวอย่างช้างป่าในธรรมชาติ เมื่อช้างป่าเพศผู้ย่างเข้าสู่วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะเริ่มแยกตัวออกมาจากโขลงช้างจะผสมพันธุ์กับสายเลือดต่างโขลง ไม่ยอมผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกันและในหมู่พี่น้องเดียวกัน จึงทำให้สายเลือดของป่ายังคงแข็งแรงเสมอ แต่ก็มีบ้างครั้งที่ช้างซึ่งถูกจำกัดพื้นที่ ไม่สามารถติดต่อหรือเข้าผสมพันธุ์กับช้างโขลงอื่นได้ ก็จะเกิดการผสมกันเองในโขลงหรือครอบครัวเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


วัวแดงเพศผู้ที่มีอายุมากจะมีเขาสีดำ
มีวงเขากว้าง แต่ลักษณะไม่สวยงามเท่าเขากระทิง
วัวแดงจึงไม่ตกเป็นเป้าการล่าเพื่อเอาเขา เว้นแต่การล่าเพื่อเอาเนื้อ



ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากากรผสมเลือดชิด

การผสมเลือดชิดจะส่งผลต่อรูปร่างและโครงสร้างของร่างกายที่ผิดปกติ กรณีสัตว์เผือก เช่น เสือขาว เม็ดสีที่ตามีน้อย กันแสงไม่ได้ สีขนที่เคยซ่อนพรางไปกับสภาพแวดล้อมในสัตว์บางประเภท หาเปลี่ยนเป็นสีขาวเด่นชัด มันย่อมเป็นเป้าที่มองเห็นได้ชัดเจน สำหรับสัตว์ที่เป็นเหยื่อของสัตว์อื่น เช่น เก้งเผือก กวางเผือก มันย่อมจะถูกล่าได้ง่ายกว่าเดิม เพราะการซ่อนพรางสีขาวเอาไว้คงเป้ฯเรื่องยากมากต่อการหลบหนีสัตว์ผู้ล่า หรือในกรณีที่สัตว์ที่มีไตข้างเดียว ไม่มีรูทวาร หรือปากแหว่งเพดานโหว่ ก็เป็นผลพวงจากการผสมเลือดชิด

เมื่อทราบข้อกังวลถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว เราก็มาดูในพื้นที่เราบ้างละ วัวแดงจัดเป็นสัตว์ป่าที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุหลักของการลดลงอย่างรวดเร็วของประชากรวัวแดงทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยเป็นไปในลักษณะเดียวกัน คือ การบุกรุกพื้นที่อยู่อาศัยและหากินของวัวแดง ตลอดจนการลักลอบล่าวัวแดงเพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหาร และเขาที่สวยงามมาประดับตามอาคารบ้านเรือน ด้วยเหตุนี้หากยังคงปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป เชื่อแน่ว่าในอนาคตอันใกล้ ประชากรวัวแดงของประเทศไทย หรือในระดับโลกคงลดลงจำนวนลงจนถึงภาวะสูญพันธุ์ในที่สุด

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหามาตรการในการอนุรักษ์ประชากรวัวแดงในสภาพธรรมชาติไว้ให้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประชากรวัวแดงให้มากขึ้นวิธีการหนึ่งคือการเพิ่มประชากรวัวแดงในถิ่นกำเนิด (in-situ) และนอกถิ่นกำเนิด(ex-situ) ทั้งนี้เนื่องจากสามารถจัดการและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถเพิ่มประชากรวัวแดงได้อย่างรวดเร็ว และป้องกันการผสมพันธุ์แบบเลือดชิดได้

โจทย์ของเราก็คือจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มจำนวนวัวแดงในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และสร้างวามแข็งแรงทางด้านพันธุกรรมของวัวแดงขึ้นมาได้

วัวแดง(Bos javanicus) จัดอยู่ในอยู่ในอันดับสัตว์กีบคู่ (Order Artiodactyla) วงศ์มหิงสา (Family Bovidae) วัวแดงมีลักษณะคล้ายวัวบ้าน (Bos tarus) และคล้ายกับวัวเลี้ยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก ลูกวัวแดงที่เกิดใหม่มีสีน้ำตาลเหลือง ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลแดงเพศผู้ที่มีอายุมาก ๆ มีการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ลักษณะที่แตกต่างจากวัวบ้าน หรือกระทิง คือ ที่วงก้นมีสีขาวทังเพศผู้และเพศเมีย สีเส้นสีขาวราอบจมูก ตา และรอบปาก มีแถบสีดำกลางหลังชัดเจนจากไหล่ จนถึงโคนหาง ระหว่างโคนเขาของเพศผู้ไม่มีขน แต่มีหนังตกกระแข็ง เรียกว่ากระบังหน้า ส่วนเพศเมียมีขนที่โคนเขา ที่เท้าทั้งสีจากปลายเท้าจนถึงเข่ามีสีขาวลักษณะเหมือนสวมถุงเท้าคล้ายกระทิง เขาของวัวแดงไม่มีการผลัดเขา และไม่มีการแกกิ่ง มีเขาทั้ง 2 เพศ เขาของเพศเมียจะเล็กกว่าเพศผู้


ฝูงวัวแดงลงกินดินโป่ง

การศึกษาเรื่องที่อยู่อาศัยของวัวแดง มีการศึกษาค่อนข้างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการศึกษากับกลุ่มประชากรในธรรมชาติ เช่น การศึกษาสถานภาพของวัวแดงในชวา และบาหลี และการใช้วิทยุส่งสัญญาณติดวัวแดง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งจากการศึกษาครั้งล่าสุด พ.ศ.2537-2538 พบว่าวัวแดงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งใช้พื้นที่ประมาณ 327 เฮกตาร์(52.32 ไร่) ในช่วงฤดูฝน และ 237 เฮกตาร์(37.92 ไร่) ในช่วงฤดูแล้ง มักเลือกพื้นที่ราบหรือเป็นเนินเล็กน้อย ในป่าเบญจพรรณ ส่วนพื้นที่อาศัยของวัวแดงในคอกเลี้ยงที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียน ก่อนการปล่อยเมื่อปี พ.ศ.2530 มี 2 ขนาด คือ คอกเลี้ยงขนาด 4 ไร่ กับ 2000 ไร่ หลังจากการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติยังไม่มีการศึกษาขนาดพื้นที่อาศัยที่แน่นอน

ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง วัวแดงเลือกกินอาหารมากกว่า 200 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นใบไม้ หญ้า พืชล้มลุก ไผ่ และเปลือกไม้ ตามลำดับ ในคอกเลี้ยงก่อนการปล่อยวัวแดงจะได้รับอาหารสำเร็จรูป หญ้า กล้วย มันเทศ และพืชที่ขึ้นอยู่ในกรมเลี้ยง นอกจากนี้มีการให้ก้อนเกลือแร่เป็นอาหารเสริม ภายหลังการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติยังไม่มีการศึกษาชนิด และคุณภาพของอาหารที่วัวแดงเลือกใช้


เนื่องจากการล่าในอดีตที่รุนแรง
การให้ลูกอยู่ตรงกลางเป็นพฤติกรรมการระวังที่ยังคงพบเห็นได้บ่อยครั้ง

วัวแดงแดงสืบพันธุ์ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 9.5-10 เดือน เพศเมียสามารถสืบพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี แต่เพศผู้ต้องมีอายุมากกว่านี้เล็กน้อย หลังคลอดลูก 6-8 เดือน เพศเมียจะพร้อมผสมอีกครั้งวัวแดงสามารถมีลูกได้ทุกปี อายุยืนประมาณ 20-25 ปี

วัวแดงกับวัวบ้านที่เลี้ยงอยู่ทั่วไปมีจำนวนโครโมโซมเท่ากัน และสามารถผสมพันธุ์กันได้ เช่น ในอินโดนีเซียมีการผสมข้ามพันธุ์มากว่า 1500 ปี ทำให้ลูกผสมที่ได้มีเนื้อที่มีคุณภาพดีกว่า ไขมันต่ำอัตราการแลกเนื้อสูงกว่า สามารถเลี้ยงในพื้นที่ที่พืชอาหารมีคุณภาพต่ำได้ดี ทนต่อสภาพพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและอากาศร้อนได้ดี นอกจากนี้ยังมีความฉลาดสามารถฝึกเพื่อใช้แรงงานได้ดี และยังทนทานต่อโรคระบาดได้ดีอีกด้วย

จากปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และการลักลอบล่าสัตว์ ตลอดจนการเปลี่ยนพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่าไปเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนขนาดใหญ่ ส่งผลให้สัตว์ป่าหลายชนิดไม่มีพื้นที่อยู่อาศัย หรือถูกล่าจนหมดไปจากพื้นที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของสัตว์ ป่าชนิดนั้น ๆ เช่นเดียวกับวัวแดง และกระทิง ก็เป็นสัตว์ป่าอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวจนทำให้ปัจจุบันมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ทั้งในระดับนานาชาติ และระดับชาติ ตามการจัดของIUNC และสำนักงานส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันวัวแดงมีการกราจายอยู่ในประเทศพม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา ซาบาห์ กาลิมันตัน ชวา และบาหลี

ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์ประชากรวัวแดงได้คือ การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์วัวแดงเพื่อการปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ในอดีตการปล่อยสัตว์ป่ามักกระทำโดยขาดความรู้พื้นฐานทางวิชาการ การปล่อยแต่ละครั้งมักไม่คำนึงถึงชนิดของสัตว์ป่าที่ปล่อย สถานที่ที่จะปล่อยว่าเหมาะสมต่อสัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ หรือไม่ การดำเนินการปล่อยแต่ละครั้งมักอาศัยวันสำคัญ หรือเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลสำคัญ ซึ่งพบว่าหลายครั้งที่สัตว์ป่าที่ปล่อยไปไม่สามารถหาอาหารกินเองได้และต้องตายภายหลังการปล่อย แต่ก็มีหลายกรณีที่สัตว์ป่าประสบความสำเร็จในการปรับตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทำการปล่อยได้ ดังเช่น กรณีการปล่อยเนื้อทรายที่สูญพันธุ์ไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ แต่ได้รับการเพราะเลี้ยงและปล่อยคืนสู่ธรราชาติบริเวณทุ่งกระมัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และกรณีของวัวแดง ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จในการเพราะเลี้ยงและขยายพันธุ์วัวแดงของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่สามารถเพาะวัวแดงได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นทางสวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้ดำเนินการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 13 ตัว โดยวัวแดงกลุ่มดังกว่าวได้เข้าไปใช้พื้นที่บริเวณป่าอนุรักษ์ทางด้านทิสตะวันออกของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว หลังจากปล่อยได้มีการเฝ้าติดตามประชากรกลุ่มดังกว่าวเป็ระยะ แต่ยังไม่เคยประเมินสถานภาพ จำนวนประชากร การเลือกใช้ถิ่นที่อยู่อาศัย และขนาดพื้นที่หากิน และการรบกวนจากกิจกรรมมนุษย์แน่นนอนภายหลังการปล่อย

ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานภาพการกระจายการเลือกใช้สภาพถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ขนาดพื้นที่หากินในรอบวัน รอบเดือน และรอบปี ความสามารถในการสืบต่อพันธุ์ กิจกรรมในรอบวัน ตลอดจนปัจจัยคุกคามต่อสถานภาพภายหลังการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นแนวทางวางแผนและจัดการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์วัวแดง และสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่นเพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติในอนาคต ให้มีวิธีการและแบบแผนที่แน่นอนและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อลดปัญหาการตายหลังการปล่อยและเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ของประเทศต่อไป ที่ผ่านมาองค์การสวนสัตว์ โดยสวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้เคยดำเนินโครงการวิจัยวัวป่าร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองผสมเทียม กรมปศุสัตว์ของไทยและสถาบัน-สมิธโซเนียน ของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ด้วยทุนจาก USAID - Washington แต่เนื่อง และได้สิ้นสุดลงเนื่องจากเงื่อนไขของเวลาและสภาพทางการเมืองของประเทศ

การดำเนินงานเชิงอนุรักษ์นี้ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับเลือดชิด และจำนวนสัตว์ตัวอย่างที่องค์การสวนสัตว์มีอยู่เช่น วัวแดงแม้จะมีตัวผู้ 12 ตัว และตัวเมีย 5 ตัว แต่ก็มีปัญหาเรื่องสายพันธุ์และการขยายพันธุ์แบบเลือดชิดมาแต่อดีต

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเพิ่มแหล่งของพันธุกรรมและการขยายพันธุ์วัวแดงต้นพันธุ์ (Founders) เพื่อเพิ่มตัวเลือกของการถ่ายทอดลักษณะเด่นของพันธุกรรม และเป็นการเก็บรักษาแหล่งพันธุกรรมวัวแดงด้วยเทคโนโลยีชีวภาพต่อไปในอนาคต การได้มาซึ่งต้นพันธุ์ จำเป็นต้องนำวัวแดงจากพื้นที่ธรรมชาติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เช่น พื้นที่ผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นต้น เมื่อได้เพาะขยายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnological Breeding) และได้ผลผลิตลูกวัวป่าที่มีการจัดยีน (Genetic Management) เป็นอย่างดีแล้ว จำเป็นต้องทำแผนงานการนำสัตว์กลับสู่ธรรมชาติร่วมกันกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสถาบันการศึกษาอื่นต่อไป

ส่วนที่เล่ามาทั้งหมดนั้นเป็นที่มาของโครงการขยายพันธุ์วัวแดง ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด โดยมี มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นองค์กรที่คิดริเริ่มดำเนินการวิจัยการขยายพันธุ์วัวแดงเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิฯได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า รวมทั้งได้มีการติดต่อประสานงานกับบุคลากรที่มีความเชียวชาญด้านปศุสัตว์จากมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศ และองค์กรที่สนใตงานด้านการขยายพันธุ์สัตว์ในกลุ่มวัวป่า นอกจากนี้มูลนิธิฯยังได้สนับสนุนให้มีการเดินทางไปศึกษาดูงานการเพาะและขยายพันธุ์สัตว์ตระกูลกวางที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี เพื่อศึกษาเทคนิควิธีการและสภาพปัญหาด้านการเพาะและขยายพันธุ์สัตว์ป่า หลังจากนั้นได้มีการบินสำรวจพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เพื่อเลือกพื้นที่ดำเนินการเพาะและขยายพันธุ์วัวแดง บริเวณแอ่งพื้นที่ราบทางตอนบนของเขาตะกรุบซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน และเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแหล่งวัวแดงที่สำคัญของฝูงที่อยู่ด้านบนของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน โดยในเบื้องต้นจได้ดำเนินการจัดวางภูมิทัศน์ให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์เป็นประเด็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ที่เลือกนี้เป็นพื้นที่ราบที่ถูกโอบล้อมไปด้วยทิวเขา มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ หลังจากนั้นจะคัดเลือกวัวแดงลักษณะดีเข้าสู่ระบบการเพาะและขยายพันธุ์ต่อไป ในขณะเดียวกันการปรับปรุงสายพันธุ์ประชากรที่อยู่ในป่า โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านการปศุสัตว์ก็จะดำเนินการควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของวัวแดงในพื้นที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านการผสมเลือดชิด เนื่องจากมีประชากรเริ่มต้นเพียง 7 - 10 ตัว แต่ในปัจจุบันประชากรกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 30 ตัว

วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย มีดังนี้
1. เพื่อนำยีนของวัวป่าจากถิ่นอาศัยมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (Sustainable Utilization)
2. เพื่อป้องกันปัญหาการขยายพันธุ์วัวป่านอกและในถิ่นอาศัยแบบเลือดชิด
3. เพื่อดำเนินการขยายพันธุ์วัวป่าของไทยด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
4. เพื่อส่งเสริมงานธนาคารทรัพยากรหน่วยพันธุกรรม (Genome Resource Banking-GRB) ของวัวป่าไทยและสัตว์ป่าของชาติ
5. เพื่อพัฒนาเทคนิคการจับบังคับวัวป่าและขนย้ายวัวป่าไทย เพื่ออาจมีประโยชน์ในการย้ายถิ่น (Wildlife Translocation) ในอนาคต
6. เพื่อพัฒนาเทคนิคและเป็นโครงการนำร่องการขยายพันธุ์สัตว์ป่าด้วยเทคโนโลยีชีวภาพต่อไป

วิธีดำเนินการ
1.การสำรวจพื้นที่และสัตว์ป่าโดยการเข้าไปศึกษาในพื้นที่จริงเพื่อหาข้อมูลด้านสภาพป่าเพื่อใช้ในการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการจับสัตว์
2.การเลือกสัตว์เป้าหมายโดยพิจารณาในเรื่องของอายุ เพศ และประชากรในฝูง
3.จัดเตรียมทีมงานที่มีความสามารถในการติดตามฝูงสัตว์ดำเนินการติดตามหรือเฝ้าสังเกตุในพื้นที่ที่ได้เลือกไว้ เพื่อหาเวลาและตำแหน่งที่เหมาะสม
4.จัดเตรียมทีมงานและอุปกรณ์ที่จะปฏิบัติการจับสัตว์ ได้แก่ นายสัตวแพทย์ ผู้ช่วยปฎิบัติงาน คนงานชั่วคราว
5. การเข้าถึงมี 2 วิธีได้แก่
5.1 การติดตามฝูงสัตว์จนได้ตำแหน่งที่เหมาะสมจึงยิงยาสลบ
5.2 การดักซุ่มรอในเส้นทางเดินที่สัตว์ผ่านประจำ เพื่อดักยิงยาสลบและเคลื่อนย้ายสัตว์ออกจากพื้นที่ได้ง่าย วิธีหลังนี้จะมีความสะดวกในการเตรียมอุปกรณ์และการเคลื่อนย้ายสัตว์มากกว่า
6. ขนย้ายสัตว์ออกจากพื้นที่เข้าไปอนุบาลเลี้ยงในส่วนงานวิจัยที่มิได้เปิดให้แก่ประชาชนชมในพื้นที่ป่าแอ่งที่ราบเขาตะกรุบ หรือที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวชลบุรี
7. การตรวจสุขภาพและการศึกษาวิจัยด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ การศึกษาด้านโรคของวัวป่าการศึกษาทางด้านพฤติกรรมและความสมบูรณ์พันธุ์ การศึกษาด้านโภชนาการ เป็นต้น
8. ทำการศึกษาทางเทคโนโลยีชีวภาพการขยายพันธ์
8.1 การศึกษาวงรอบการเป็นสัด (Estrus Cycle)
8.2 การกระตุ้นการเป็นสัดโดยใช้ฮอร์โมนและสารเคมีในกรณีที่ต้องการทำการกระตุ้นการตกไข่จำนวนมาก (Superovulation) เพื่อการผสมเทียมและการเก็บตัวอ่อน
8.3 การผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อแช่แข็งวัวป่าของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว
8.4 การเก็บตัวอ่อน (Embryo) การเก็บรักษาด้วยการแช่แข็ง (Embryo Cryopreservation) ตลอดจนการฝากถ่ายตัวอ่อน (Embryo Transfer-ET)
8.5 ในกรณีที่มีตัวอย่างสัตว์มากพอจะทำการจับคู่ขยายพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับจำนวน อายุ เพศ และขนาดของพ่อ-แม่พันธุ์
8.6 การเพาะเลี้ยงและเก็บเซลล์ (Somatic Cell Culture and Cryopreservation)
9. การวิเคราะห์คุณภาพของหน่วยพันธุกรรมที่ดำเนินการ
10. การประเมินสถานภาพ และการวางแผนการอนุรักษ์ในระยะยาว นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาประเมินความสามารถในการเพิ่มประชากร สถานภาพในอนาคตของวัวป่าไทย เพื่อการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.เป็นการนำยีนส์ของวัวป่าจากถิ่นอาศัยมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (Sustainable Utilization)
2.เป็นการป้องกันปัญหาการขยายพันธุ์วัวป่าในถิ่นอาศัยละนอกถิ่นอาศัยแบบเลือดชิดของพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด3.ดำเนินการขยายพันธุ์วัวป่าของไทยด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
4.ส่งเสริมงานธนาคารทรัพยากรหน่วยพันธุกรรม (Genome Resource Banking-GRB) ของวัวป่าไทยและสัตว์ป่าของชาติ
5.พัฒนาเทคนิคการจับบังคับวัวป่าและขนย้ายวัวป่าไทยเพื่อประโยชน์ในการย้ายถิ่น(WildlifeTranslocation) ในอนาคต
6. พัฒนาเทคนิคและเป็นโครงการนำร่องการขยายพันธุ์สัตว์ป่าด้วยเทคโนโลยีชีวภาพต่อไป สามารถนำผลการดำเนินการตามโครงการนี้ ไปเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องในอนาคต

ชื่อหน่วยงานสนับสนุนโครงการ :- มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด
ชื่อหน่วยงานที่ทำการวิจัย :-
1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
2. กรมปศุสัตว์
3. องค์การสวนสัตว์
4. คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
5. คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สมานฉันท์การอยู่ร่วมกันคนกับสัตว์ป่า



ฉบับนี้จะกล่าวถึงการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกบนโลกใบเดียวกันนี้ แต่มิใช่การอยู่ร่วามกันของมนุษย์ต่างเชื้อชาติ หรือศาสนา แต่เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าภายในระบบนิเวศเดียวกันอย่างสมดุล

ปัจจุบันพื้นที่ป่าในประเทศนั้นเหลืออยู่น้อยมาก และรอบ ๆ ผืนป่าที่มีพื้นที่เหลืออยู่น้อยนั้น ย่อมมีชุมชน หมู่บ้าน หรือคนอาศัยอยู่รอบ ๆ ซึ่งแน่นอน ไม่มีรั้วกั้นขอบเขตชัดเจนระหว่างพื้นที่ทั้งสอง จึงมักเกิดปัญหาระหว่างกันเรื่อยมา เช่น ปัญหาการเข้าล่าสัตว์ป่า การเข้าหาของป่า การบุกรุกพื้นที่ป่า การตัดไม้ทำลายป่า ไฟป่า การใช้สารเคมีในการเกษตร การใช้ไฟฟ้าช็อต การวางยาเบื่อ และการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ทั้งในและนอกป่าล้วนทำให้เกิดการรบกวนระบบนิเวศและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าถึงแม้นว่าในบางกรณีอาจเกิดขึ้นโดยที่มิได้เจตนาก็ตาม จึงทำให้เกิดปัญหาสัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ หรือล้มป่วย สัตว์ป่าออกมาทำลายทรัพย์สิน และแหล่งเกษตรกรรมของชาวบ้าน รวมไปถึงปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะขยายเป็นวงกว้าง นั้นก็คือปัญหาการเกิดโรคติดต่อระหว่างคน ปศุสัตว์ และสัตว์ป่า

  1. โรคระบาดสัตว์ป่า
    โรคระบาดสัตว์ป่า ก่อให้เกิดผลกระทบหลายประการ เช่น เกิดการเจ็บป่วยและการตายของสัตว์ป่า อันจะเป็นการลดความหลายหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องกับสมดุลนิเวศของพื้นที่ ผลอีกอันหนึ่งคืออาจเกิดระบาดมาสู่สัตว์เลี้ยงอันเป็นทรัพย์สมบัติของประชาชน และมีผลกระทบถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากเป็นโรคที่คนห้ามการส่งออกซึ่งผลิตภัณฑ์สัตว์ ที่สำคัญที่สุดอาจเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยต้องเสียการเสียงานจนถึงเสียชีวิตได้
    โรคระบาดอุบัติใหม่ หรืออุบัติซ้ำในสัตว์ป่า มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น การดัดแปลงเปลี่ยนสภาพแวดล้อมโดยมนุษย์หรือโดยธรรมชาติก็ตาม หรือการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ การเคลื่อนย้ายที่อาศัยของสัตว์ก่อโรค-อมโรค โดยมนุษย์ โดยธรรมชาติหรือการกลายพันธุ์ของเชื้อก่อโรค และความสามารถในการค้นพบโรคที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ทำให้ปัจจุบันมีการค้นพบโรคระบาดในสัตว์ป่าขึ้นมามากอย่างผิดหูผิดตา ซึ่งการระบาดมักเกิดมาจากหลายสาเหตุร่วมกัน ทำให้ยากแก่การควบคุม

    โดยนิยามของ
    โรคประจำถิ่น(Endemic Diseases) คือ โรคที่มีอยู่ในพื้นที่มานานแล้วและประชากรสัตว์สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับโรคได้อย่างสมดุล ไม่เกิดการเจ็บป่วยหรือการตายอย่างผิดสังเกต
    โรคอุบัติใหม่(Emerging Diseases)คือโรคที่ไม่เคยพบมาก่อนในพื้นที่นั้น อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสมดุลนิเวศได้
    โรคอุบัติซ้ำ (Re-emerging Diseases)คือ โรคที่เคยพบมาก่อน ต่อมาไม่พบ และมาพบอีกครั้ง สามารถก่อให้เกิดผลกระทบได้คล้ายโรคอุบัติใหม่ หรือโรคประจำถิ่นได้ ดังนั้น ประชาชนผู้อาศัยอยู่รอบ ๆ พื้นที่ป่า จะมีความเกี่ยวเนื่องกับสัตว์ป่าได้ในหัวเรื่องของ

    1. โรคสัตว์ป่าติดไปมายังคน
    2. โรคที่ติดไปมาระหว่างสัตว์ป่ากับสัตว์ปศุสัตว์
    3. ผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมจากคนไปในเขตพื้นที่ป่า
    4. ผลกระทบ การรบกวนจากสัตว์ป่าออกมายังพื้นที่ครอบครองของมนุษย์

โรคติดต่อระหว่างสัตว์ป่าและคน(Zoonoses) ซึ่งผมให้ความสำคัญมาก ๆ เพราะหากเกิดขึ้นแล้วอาจจะสายที่จะแก้ไข หรือป้องกันได้
โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นกับกรณีคนที่ติดโรคจากสัตว์เลี้ยง เช่น โรคพิษสุนัขบ้า วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ แต่กรณีที่คนอยู่รอบ ๆ ป่านั้นมักจะเกิดการติดต่อโรคจากสัตว์ป่าได้เช่นกัน และดูท่าจะรุนแรงกว่าโรคที่ติดจากสัตว์เลี้ยงเสียด้วยซ้ำไป เช่น เอดส์ ไข้สมองอักเสบ ไข้มาลาเรีย เป็นต้น ดังนั้นเรามาดูว่าช่องทางใดบ้างที่จะทำให้เรามีโอกาสติดโรคได้จากสัตว์ป่า


การได้รับเชื้อจากสัตว์ป่า มีหลายช่องทาง เช่น
1. การบริโภคสัตว์ป่า ช่องทางนี้น่ากลัวที่สุด เพราะสัตว์ป่าเป็นแหล่งโรคทั้งนั้นเพียงแต่โรคเหล่านั้นที่อยู่ในตัวสัตว์ป่าไม่ทำให้สัตว์ป่าป่วย แต่เมื่อใดที่โรคเหล่านี้มาอยู่ในตัวคนแล้ว มักทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย หากเปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารระหว่างเนื้อสัตว์ป่าและเนื้อสัตว์อื่น ๆ เช่น หมู ไก่ เป็ด และวัว นั้นไม่แตกต่างกันเลยแต่การบริโภคเนื้อสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารจะปลอดภัยกว่าเพราะไม่มีโรคต่าง ๆ ปนอยู่จึงมักมีข่าวอยู่บ่อย ๆ ถึงชาวบ้านที่บริโรคเนื้อสัตว์ป่าแล้วทำให้เกิดการเจ็บป่วยบ้างช่วยทันก็รอด บ้างช่วยไม่ทันก็ตาย
2. การรับเชื้อเข้าทางปาก หรือทางเดินหายใจโดยบังเอิญ เชื้อโรคจากสัตว์ป่าบางชนิดอาจอยู่ได้คงทนในสิ่งแวดล้อม อาจเกิดการปนเปื้อนมากับของใช้ และวัสดุต่าง ๆ ได้ หรือล่องลอยอยู่ในอากาศ
3. การท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีพาหะนำโรค ในพื้นที่บางแห่งที่มีการท่องเที่ยวก็อาจมีพวกหนู แมลงสาบ หรือสัตว์พาหนะต่าง ๆ ซึ่งสัตว์พวกนี้เป็นทั้งตัวเก็บโรคและตัวแพร่โรคได้
4. การจับต้องสัตว์ป่า-ซากสัตว์ป่า เนื้อเยื่อสัตว์ สิ่งคัดหลั่งมูลสัตว์ การชำแหละเปิดซากสัตว์ป่า เป็นโอกาสเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับโรค เพราะเป็นการสัมผัสเชื้อโดยตรง
5. การติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมในป่าธรรมชาติ จะควบคุมสมดุลด้วยตัวของมันเองและเมื่อใดที่มนุษย์เข้าไปรุกล้ำ หรือทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล โอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายไปยังคนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
6.การได้รับเชื้อจากบุคคลอื่นที่สัมผัสเชื้อมา โรคติดต่อสามารถติดต่อได้ทั้งจากสัตว์ป่าสู่คน และเมื่อคนติดแล้วก็สามารถแพร่กระจายติตต่อไปสู่คนอื่น ๆ ได้เช่นกันดังนั้น เมื่อเกิดการระบาดทึ่แพร่ะกระจายเป็นวงกว้าง ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการล้มตายของผู้คนเป็นจำนวนมาก เช่น การเกิดโรคอีโบล่า และโรคไข้เลือดออกของชาวแอฟริกัน ทำให้เกิดการล้มตายเป็นจำนวนมาก




ระดับความรุนแรงของการติดต่อ คือ
1. ติดต่อคนได้ ทำให้เกิดโรคเล็กน้อย
2. ติดต่อคนได้ ทำให้เกิดโรครุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาล
3. ติดต่อคนได้ ทางการสัมผัสโดยตรงทำให้เสียชีวิต
4. ติตต่อทางลมหายใจ ทำให้เสียชีวิต

*เรื่องสำคัญที่ต้องจำไว้คือ สัตว์อาจไม่มีอาการป่วยให้เห็น หรือมีเพียงเล็กน้อย แต่ก้มีเชื้อโรคที่สามารถติดต่อได้


ดังนั้นในรอบแนวเขตอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์ฯ ที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ อาจมีปัญหาการแพร่ระบาดโรคไปมาระหว่างสัตว์บ้านกับสัตว์ป่า ทั้งโดยตรงและผ่านพาหะ ประชาชนผู้อาศัยอยู่รอบแนวเขต ควรมีความเข้าใจและการจัดการที่ดีในการควบคุมพื้นที่ ควบคุมโรคในสัตว์ของตัวเอง เพราะในสัตว์เลี้ยงการจัดการตัวสัตว์น่าจะทำได้ง่ายกว่าสัตว์ป่า ทั้งสัตวแพทย์เองเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้ เกษตรผู้เลี้ยงสัตว์ และชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ป่า อาจประสานงานกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด กรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับข้อมูลการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคต่าง ๆ จัดโปรแกรมฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพปศุสัตว์ด้วยกัน เพื่อเข้าทำเวชกรรมป้องกันในสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่

1. การจำกัดบริเวณไม่ให้รุกล้ำเข้าป่า โดยการแบ่งหรือกำหนดพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์หรือปล่อยสัตว์เลี้ยงให้ชัดเจน สร้างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารให้สัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ
2. การทำวัคซีนป้องกันโรคโดยการประสานความร่วมมือกับสำนักปศุสัตว์จังหวัดในแต่ละพื้นที่
3. การรายงานโรคที่สงสัยว่าเป็นโรคระบาด และการควบคุมโรคเมื่อเกิดโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
4. การควบคุมพาหะของโรค เช่น แมลงวัน ยุง หนู โดยมีผลตกค้างกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งก็หมายถึงการใช้พืชสมุนไพร หรือภูมิปัญญาชาวบ้านกำจัด และหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้สารเคมี ก็ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างเคร่งครัด
5. จัดทำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ สำหรับพื้นที่อนุรักษ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นระบบที่เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและป้องกันโรคติดต่อระหว่างปศุสัตว์และสัตว์ป่าได้

เท่านี้คงไม่พอ ถึงแม้ว่าจะมีการดำเนินการป้องกันที่ตัวสัตว์ป่าแล้ว แต่หากประชาชนที่อยู่รอบ ๆ ป่าไม่ดูแลตัวเองให้ดี การป้องกันนั้นก็คงไม่บังเกิดผล ดังนั้นพฤติกรรมประจำวันของประชาชนที่อยู่รอบ ๆ ป่าก็เป็นสิ่งจำเป็น และทำได้ทันทีโดยต้องมีการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีสติ พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การกินอาหารที่มีประโยชน์ ลดหรือหลีกเหลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่สำส่อนทางเพศ
พฤติกรรมเชิงสังคม เช่น วิธีการดูแลตัวเอง เมื่อเกิดการเจ็บป่วย โดยการปรึกษาหมอ หรืออุปนิสัยความละเอียดรอบคอบ ระแวดระวังในการทำงาน การมีสติเตือนตน
โรคติดต่อระหว่างปศุสัตว์และสัตว์ป่า
ปัจจุบันพื้นที่รอบ ๆ เขตอนุรักษ์ต่าง ๆ ล้อมรอบไปด้วยชุมชน โดยชุมชนต่าง ๆ นั้นก็จะมีการเลี้ยงสัตว์ ปศุสัตว์ต่าง ๆ เช่น วัน ควาย ไก่เป็ด หรือแม้กระทั้งสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข และ แมว เป็นต้น เพราะฉะนั้นโอกาสเสี่ยงที่โรคระบาดหรือโรคติอต่อต่าง ๆ ที่อยู่ในสัตว์ดังกล่าวอาจติดมาสู่สัตว์ป่า หากเลี้ยงดูอย่างไม่ดี ไม่มีการทำเวชกรรมการป้องกันที่ดี
ยกตัวอย่าง เช่น การเลี้ยงวัวแบบปล่อยอิสระและกรเลี้ยงในพื้นที่ตามแนวเขตเช่นนี้ อาททำให้การควบคุมโรคระบาดและการฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และอาจเกิดโรคติดต่อระหว่างสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์ป่าในพื้นที่ได้ เช่น ช้างป่า กระทิง เก้ง กวาง เสือ เป็นต้น เนื่องจากสัตว์มีการใช้พื้นที่อาศัย แหล่งน้ำ แหล่งอาหารเดียวกัน หรือใกล้ชิดกันกับสัตว์ป่า ดังนั้นโอกาสที่เชื้อโรคต่าง ๆ ในสัตว์เลี้ยงจะสามารถติดต่อสู่สัตว์ป่าจึงมีโอกาศเสี่ยงมาก ดังเช่นในหลาย ๆ พื้นที่
โรคติดต่อระหว่างปศุสัตว์สู่สัตว์ป่าที่ควรเฝ้าระวัง
โรคในสัตว์ใหญ่
1. โรคปากเท้าเปื่อย
2. โรคแอนแทรกซ์
3. โรคบรูเซลโลซิส
4. โรคเฮโมรายิก เซพติกซีเมีย
5. โรควัณโรค

6. โรคพาราทูเบอร์คูโลซิล
7. โรคพยาธิต่าง ๆ เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวกลม
โรคในสัตว์เล็ก
1. โรคไข้สมองอักเสบ
2. โรคอหิวาต์สุกร
3. โรคบิดมูกเลือดในสุกร
4. โรคพยาธิไส้เดือน
5. โรคกลัวน้ำ
โรคในสัตว์ปีก
1. โรคหลอดลมอักเสบติดต่อ
2. โรคนิวาคาสเซิล
3. โรคไวรัสตับอักเสบ
4. โรคไวรัสไข้หวัดนก
5. โรคซัลโมเนลโลซีล
6. โรคอหิวาติเป็ดไก่
7. โรคบิด

ในกรณีการเกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า(Human animal conflict) อาจเริ่มจากการระบุบ่งชี้จุดที่เกิด และกิจกรรมที่เกิดเป็นปัญหา เพื่อศึกษาหากลไกการเกิดปัญหาหาวิธีควบคุมสัตว์ป่า และปรับเปลี่ยนกิจกรรมคน โดยความเข้าใจในกฎหมาย การพยายามเข้าใจกันและกัน การชดเชยพยาพยามอย่าให้เกิดความขัดแย้งจนเป็นความรุนแรง เช่น การวางยาเบื่อ การช็อตไฟฟ้า การทำกับดัก หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน ส่วนในเรื่องปัญหาความขัดแย้งอื่น ๆ นั้นมีความสำคัญที่ไม่ด้วอยไปกว่ากัน และผมพอจะมีแนวทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ในภาพรวมดังนี้ ได้แก่
หากเกิดปัญหาเรื่องการล่าสัตว์ หาของป่า บุกรุกพื้นที่ป่า บุกรุกพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรมมากในพื้นที่ ก็อาจส่งเสริมให้ชาวบ้านเปลี่ยนอาชีพ หรือทำอาชีพเสริมต่าง ๆ เช่นผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ส่งเสริมการปลูกพื้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโรค เป็นต้น ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ก็แล้วแต่สภาพพื้นฐานของแต่ละพื้นที่
หากเกิดปัญหาสัตว์ป่าลงมาทำลายพืชไร่ เกษตรกรต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมสัตว์ป่าถึงออกมานอกพื้นที่มาในแหล่งอุตสาหกรรม หรือชุมชน อาจเนื่องมาจากการรบกวนที่อยู่สัตว์ป่า การล่าสัตว์ป่า กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เข้าไปในป่า พื้นที่ป่าถูกเปลี่ยนแปลงเป็นแหล่งเกษตรกรรม แหล่งน้ำแหล่งอาหารของสัตว์ป่าไม่เพียงพอ และช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่า เป็นต้น

เมื่อเราทราบสาเหตุแล้ว ก็ให้แก้ปัญหาที่สาเหตุ เช่นเพิ่มพื้นที่ เพิ่มแหล่งน้ำ แหล่งอาหารให้สัตว์ป่า ปรับเปลี่ยนกิจกรรมต่าง ๆ ที่รบกวนสัตว์ป่า สร้างทัศนคติที่ดีต่อสัตว์ป่า และเมื่อหากดำเนินการต่าง ๆ แล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ก็น่าจะใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการจัดทำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ให้คนได้ดูสัตว์ป่า แต่ต้องไม่เป็นการรบกวนสัตว์ป่า ส่วนความเสียหายที่กิดขึ้น เช่น ทรัพย์สินเสียหาย แหล่งเกษตรกรรมถูกทำลาย ทางองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่นั้น ๆ ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติสามารถจ่ายเป็นค่าชดเชยความเสียหายได้ ถือว่าทำแล้วได้สองต่อครับ ได้ทั้งบุญได้ทั้งเงิน แต่ทุกอย่างจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและยอมรับสภาพปัญหานะครับ เพียงเท่านี้ เราก็จะอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ได้อย่างผาสุขครับ