ลิง.....เพิ่มขึ้นหรือเป็นยังไงกันแน่ ?

โดย..นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ
-------------------------------------------------------
จาก : วารสารมณีบูรพา ฉบับประจำเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ.2551
สวัสดีครับที่ผ่านมามีช่วงวันหยุดหลายวัน โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ หลายๆคนที่ทำงานต่างบ้านก็มีโอกาสได้กลับบ้าน พบปะกับญาติพี่น้อง ส่วนตัวผมเองนั้น วันหยุดของคนส่วนใหญ่ คือวันทำงานของผม เพราะเมื่อมีวันหยุด คนก็ไปเที่ยวสถานที่ธรรมชาติเยอะ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดังนั้นเหล่าเจ้าหน้าที่จึงหมดสิทธิ์ที่จะพัก เพราะต้องมาคอยเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา

หลายเสียงตอบรับกลับมาจากนักท่องเที่ยว พบว่า เอ ! จะทำอย่างไรไม่ให้ลิงมาขอทานข้างถนน จะทำอย่างไรไม่ให้ลิงถูกรถชนตาย หรือจะทำอย่างไรไม่ให้ลิงมาทำร้ายนักท่องเที่ยว เพราะนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน และส่วนหนึ่งก็ได้มีการวางแนวทางไว้บ้างแล้ว ว่า เพราะลิงมันเพิ่มมากขึ้น น่าจะจับมันมาทำหมันเพื่อควบคุมจำนวน จะดีไหม ? นั่งคิดนอนคิด ก็พบว่า ปัญหาในภาพรวมของลิงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์ แบ่งเป็น ๓ กรณี คือ

๑. ประชากรลิงที่เพิ่มมากขึ้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่พบเห็นประชากรลิงเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าประชากรลิงจะเพิ่มขึ้นเสมอไป ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าประชากรลิงเพิ่มขึ้นหรือไม่ และการเพิ่มขึ้นของประชากรลิงนั้น คือต้นเหตุของปัญหาหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูหรือพิจารณาเฉพาะในแต่พื้นที่ และมีสาเหตุอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่นในพื้นที่ป่าที่เป็นเกาะ อาจจะพิจารณาได้ง่ายว่าประชากรเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ในกรณีที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่นั้นต้องดูในเรื่องพฤติกรรมควบคู่กันไปด้วย ว่าทำไมลิงถึงได้มารวมกันในบริเวณเดียวกัน
การควบคุมประชากรลิงโดยการทำหมัน หรือตอนนั้น เป็นวิธีการที่ชัดเจนแต่จะมีปัญหาตามมาหลายประการ เช่น ลิงอาจแกะแผล และติดเชื้อ ใช้งบประมาณมาก ใช้เวลามาก และที่สำคัญ จะเป็นการจำกัดความหลากหลายทางพันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตมีการนำควายป่ามาเลี้ยง ซึ่งตัวจะใหญ่ นิสัยค่อนข้างดุ เพื่อเป็นการลดพฤติกรรมที่ดุร้าย จึงนิยมที่จะทำการตอนควายตัวผู้เหล่านั้น ทำให้ เวลานี้ ตามชนบทก็จะมีแต่ควายใช้งานที่ตัวเล็กๆ หรือในกรณีที่มีผลงานวิจัยออกมาว่าหญิงพิการมักจะถูกแอบจับทำหมัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการตั้งท้องจากการถูกข่มขืน ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่ควรจะทำในกรณีนี้คือ การป้องกันการข่มขืนแก่สตรีพิการมากกว่า เป็นต้น

๒. การรบกวน ทำร้าย ขโมยสิ่งของ นักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่องๆ เนื่องจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป การให้อาหารโดยมนุษย์ การติดใจในรสชาติอาหาร การยื้อแย่งสิ่งของ นำมาสู่การทำร้ายเพื่อแย่งสิ่งของหรืออาหารในหลายๆพื้นที่

๓. ปัญหาการติดต่อโรคระหว่างคนและลิง ซึ่งคนและลิงนั้นมีสายพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการติดต่อหรือถ่ายทอดโรคระหว่างคนกับลิงจึงเป็นไปได้สูง การให้อาหารลิง การที่ลิงอกมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับคนนั้นมีโอกาสเสี่ยงมากที่สุดที่จะเกิดการติดต่อหรือถ่ายทอดโรคระหว่างกันได้ เช่น วัณโรคในลิง ซึ่งมักมีอยู่ทั่วไปในลิงธรรมชาติ แต่ไม่ก่อให้เกิดอาการของโรคที่รุนแรง แต่หากเชื้อวัณโรคดังกล่าวเกิดขึ้นหรือติดต่อสู่คนแล้ว จะก่อให้เกิดอาการโรคที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่อุทยานแห่งหนึ่งมีลิงออกมาขวางถนนเพื่อขออาหารจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากความเอ็นดูสงสารของนักท่องเที่ยว จึงได้เปิดกระจกให้อาหารแก่ลิง หากนักท่องเที่ยวร่างกายไม่แข็งแรง หรือเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคปอด ก็อาจได้รับเชื้อวัณโรคจากลิงได้ เนื่องจากเชื้อวัณโรคนั้น สามารถติดต่อได้ทางอากาศ ก่อให้เกิดอาการป่วยได้ และในกรณีเดียวกันนี้ หากนักท่องเที่ยวบางท่านที่เป็นโรคเริม หรืองูสวัส (Herpesvirus) หากนำอาหาร หรือผลไม้ที่ตัวเองกินแล้วมีน้ำลายติดอยู่โยนให้ลิงกิน ลิงก็จะได้รับเชื้อเริม(Herpesvirus) จากคน และทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากเชื้อเริมนี้สามารถติดต่อกันได้ทางน้ำลาย หากเกิดโรคในคนไม่ทำให้ถึงตาย แต่หากเกิดในลิงจะทำให้ตายได้ ดังเช่น กรณีลิงอุรังอุตัง ชื่อไมค์ ที่สวนสัตว์ลพบุรีเสียชีวิตเนื่องจากโรคเริม(Herpesvirus) ในน้ำลายของนักท่องเที่ยวที่เอาแอ๊ปเปิ้ลที่ตัวเองกินแล้วโยนให้ลิงกิน



ตารางที่ ๑ โรคของคนที่สามารถติดต่อถึงลิงได้
๑. โรคStreptococcosis สาเหตุ Streptococcus pyogenes
๒. โรคHespes simplex infection สาหตุ Herpesvirus hominis
๓. โรคMeasles(โรคหัด) สาเหตุParamyxovirus
๔. โรคMumps(โรคทางทูม) สาเหตุParamyxovirus
๕ โรคPoilomyelitis สาเหตุPicornavirus
๖. โรคHepatitis(ไวรัสตับอักเสบ) สาเหตุHepatitis A virus
๗.โรคCommon cold(ไข้หวัด) สาเหตุHuman respiratory syncytiai virus,
reovirus,Rhinoviru,Influenza virus


ตารางที่ ๒ โรคจากลิงที่สามารถติดต่อสู่คน
๑. โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ วัณโรค เลปโตสไปโรซิส โรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้ออีโคไล โรคเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ โรควาลโมเนลโลซิส เป็นต้น
๒. โรคที่เกิดจาดเชื้อไวรัส ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า โรคหัด โรคไข้เลือดออกในลิง โรคฝีดาษ โรคไข้เหลือง โรคมาร์เบิร์ก โรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา และโรคเฮอร์ปีส์ไวรัส เป็นต้น
๓. โรคที่เกิดจากเชื้อรา ได้แก่ โรคค็อกซิดิออยด์ไดไมโคซิส โรคคิพโตค๊อกโคซิส โรคฮิสโตพลาสโทซิส เป็นต้น
๔. โรคที่เกิดจากเชื้อปรสิต ได้แก่ โรคปาราสิตตัวกลม โรคพยาธิใบไม้ โรคพยาธิตัวตืด โรคหนอนพยาธิ ดรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในลำไส้ และโรคมาเลเรีย เป็นต้น



ดังนั้นแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหาลิงที่เกิดขึ้นมีดังนี้
๑. หากพื้นที่ใดมีประชากรลิงที่มาก เกินศักยภาพที่พื้นที่นั้นๆจะรองรับได้ ก็ให้ดำเนินการ
๑.๑ ย้ายประชากรลิงบางส่วนโดยการทำตาข่ายหรือทำกรงดักลิง แล้วย้ายไปไว้ในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆที่สามารถรองรับได้ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา
๑.๒ ดำเนินการผ่าตัดทำหมันลิงบางตัว โดยอาจเลือกตัวที่รูปร่างไม่สมบูรณ์ หรืออ่อนแอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการขยายพันธุกรรมที่ไม่ดี ส่วนตัวผู้ที่แข็งแรงหรือลักษณะทางพันธุกรรมดีก็คงไม่ต้องไปทำหมัน เนื่องจากตัวผู้เหล่านี้จะเป็นตัวที่คงลักษณะที่ดีทางพันธุกรรมไว้ในธรรมชาติได้ แต่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเสีย
๑.๓ ดำเนินการสุ่มจับลิงที่ลักษณะพันธุกรรมไม่ดีทำหมัน โดยการฝังฮอร์โมนในตัวลิง ซึ่งจะมีฤทธิ์ได้นานถึง ๕ ปีหรือให้ลิงกินยาคุมกำเนิด เพื่อจำกัดการตั้งท้องและผสมพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นการลดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวอีกทางหนึ่งด้วย

๒. หากปัญหาเกิดจากพฤติกรรมลิงที่ผิดธรรมชาติ นำไปสู่การรวมตัวกันของประชากรลิงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นจำนวนมาก เช่น ริมถนน ศูนย์อาหาร ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บ้านพัก หรือพื้นที่อื่นๆ ก็ให้ดำเนินการ
๒.๑ กำหนดกฎ ระเบียบ โทษ ผลเสีย หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ให้อาหารแก่ลิง รวมทั้งสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ เช่น มีการกำหนดกฎว่าห้ามให้อาหารแก่ลิง เพราะจะทำให้ลิงเสียพฤติกรรมตามธรรมชาติ และลิงมีโอกาสได้รับอุบัติเหตุจากรถที่วิ่งไปมา เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งคนและลิง มีโทษกำหนดไว้ชัดเจนหากผ่าฝืน โดยถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่ง
๒.๒ หากลิงออกมารบกวนหรือทำร้ายนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ ประชาชนทั่วไป ให้ดำเนินการ การอุ้มลิง หรือย้ายลิง เนื่องจากว่าลิงนั้นเป็นสัตว์สังคมที่มีการสื่อสารและการเรียนรู้โดยมีเงื่อนไขได้อย่างรวดเร็ว มีการปกครองกันในฝูงโดยมีหัวหน้าฝูงเป็นผู้นำ การที่ลิงออกมานอกถนนหรือเข้าหาคนก็เนื่องจากลิงสามารถเรียนรู้ได้โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้ามาอยู่บริเวณข้างถนน จะมีคนเอาอาหารมาให้ หรือไม่ก็รถก็จะหยุด สามารถไปที่รถเพื่อขออาหารหรือขโมยสิ่งของได้ โดยพฤติกรรมดังกล่าวจะมีหัวหน้าฝูงเป็นผู้นำแล้วสมาชิกในฝูงจะทำตาม ดังนั้น หากจะแก้ไขป้องกันปัญหาฝูงลิงออกมารบกวนก็อาจจะดำเนินการโดย ใช้เงื่อนไขการเรียนรู้กับลิง โดยการอุ้มหรือย้ายลิงหัวหน้าฝูงและรองหัวหน้าฝูง ไปไว้ที่อื่น ซึ่งจะทำให้สมาชิกในฝูงเห็นเป็นตัวอย่างและเกิดการกลัวที่ออกมารบกวน นอกจากนั้นก็จะเป็นการลดขั้นตอนการถ่ายทอดประสบการณ์จากลิงหัวหน้าฝูงไปยังสมาชิกตัวอื่นที่จะมาเป็นผู้นำฝูงได้ ส่วนลิงหัวหน้าฝูงที่ถูกจับย้ายไปนั้นก็ให้นำไปไว้ในบริเวณอื่นในป่าลึกห่างไกลคน เพื่อป้องกันการย้อนคืนกลับมา โดยวิธีการดังกล่าวนี้ ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

๓. ปัญหาเรื่องโรคติดต่อ ระหว่างคนและลิง ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่ามีการเกิดโรคติดต่อระหว่างคนและลิงในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ก็มีแนวโน้มที่เป็นไปได้ค่อนข้างสูง จุดนี้เป็นเรื่องที่มีน้ำหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนที่ให้อาหารลิง หรือทำให้ลิงเสียพฤติกรรม ดังกรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่คนติดเชื้อไวรัสจากลิง หรือในสวนสัตว์ต่างๆที่มีคนถูกลิงกัด หรืออยู่ใกล้ชิดกับลิง และติดโรคพิษสุนัขบ้า ไวรัสตับอักเสบ หรือท้องเสียเป็นต้น ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแก่สังคม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ร่วมกับทางทำการศึกษาวิจัยเรื่องโรคในลิงป่าและการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย โดยในการแก้ปัญหาในกรณีนี้ สามารถทำควบคู่กับการแก้ไขปัญหาในเรื่องของประชากรลิงที่เพิ่มมากขึ้น และพฤติกรรมลิงที่ผิดธรรมชาติ
ในมุมมองของผมที่กล่าวมาทั้งหมดก็คงพอจะทราบนะครับว่าปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าในบ้านเรา มันมีหลายด้านหลายมิติ หากคิดที่จะแก้ไขหรือหาแนวทาง อาจต้องมองให้ครอบคลุมในภาพกว้าง และที่สำคัญ “ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวนำมาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาสัตว์ป่ามิได้” แล้วเจอกันฉบับหน้านะครับ รับรองว่าเป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องสนใจ สวัสดีครับ

………………………………………………..**

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ที่ลิงเป็นอย่างนี่ก็เพราะคนทั้งนั้น สงสารน้องลิงจัง
เพิ่งรู้เหมือนกันว่าลิงเป็นโรคเหมือนคนเลย ว่าแต่
herpes นี่เป็นอันตรายในลิงขนาดนั้นเลยเหรอ ต้องไปบอกเพือนๆซะแล้ว ว่าเวลาไปเที่ยวอย่าให้อาหารลิงเอง กลายเป็นทำร้ายเค้าทางอ้อมนะเนี่ย