วิบากกรรมลูกช้างป่า พลายสามพราน

วิบากกรรมลูกช้างป่า พลายสามพราน
ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ต้นปี"49 ลูกช้างป่าเพศผู้อาศัยอยู่ในโขลงภูไทในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พลาดโดนบ่วงดักสัตว์ที่พรานวางไว้เพียงเพื่อดักหมูป่าหรือกวาง จนได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าลูกช้างป่ายังคงพอตามโขลงได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เพราะบาดแผลที่เกิดจากเชือกเส้นเดียว ได้สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส หลังจากปมของเงื่อนยิ่งรัดแน่นเรื่อยๆ จนเป็นแผลฉกรรจ์ ความรู้สึกเจ็บปวดจึงไม่ต่างกับการเดินหนึ่งก้าวแล้วมีมีดคมหยาบๆ กรีดขาหนึ่งครั้ง ลองคิดดูสิว่าวันหนึ่งลูกช้างป่าต้องเดินกี่ก้าวในที่สุด "ลูกช้างป่า" ก็ตามโขลงไม่ทัน ต้องหากินตัวเดียว ออกมาให้ชาวบ้านเห็น ร่องรอยเลือดและหนองส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน จ.ปราจีนบุรี เพื่อให้การช่วยเหลือ การติดตามลูกช้างป่าเพื่อให้การรักษาในป่าบริเวณหน่วยพิทักษ์สามพรานเริ่มขึ้นในเวลานั้น และทั้งหมดก็คือ จุดเริ่มต้นแห่งปฐมบทของ "พลายสามพราน"ในระหว่างติดตามของคณะทำงาน พลายสามพรานว่องไวมาก ไม่มีใครรู้อาการบาดเจ็บของมัน แต่เชื่อว่าหนัก โดยธรรมชาติ สัตว์ป่าเมื่อบาดเจ็บ มักจะไม่รู้ว่ามนุษย์มาดีหรือร้าย ดังนั้นการหลบหนี หลบซ่อน หรือเข้าทำร้ายทีมงานจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา สัตว์ป่าในยามที่บาดเจ็บหรือล้มป่วย สัญชาตญาณการเอาตัวรอด การดูแลตัวเอง การกินพืชอาหารป่าที่เป็นสมุนไพร จะช่วยดูแลตัวเองในระดับหนึ่ง เป็นหลักธรรมชาติและสัญชาตญาณบำบัดที่ชัดเจนที่สุด แต่เมื่อใดที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว พวกมันมักจะโผล่มาให้คนเห็น ในการโผล่ให้คนเห็นมีสองนัยยะ คือโผล่ให้เห็นแล้วเข้าไปรอในป่าให้คนมาช่วย แต่อาจมีความระแวงอยู่บ้าง กับอีกอย่างคือ โผล่ให้คนเห็นแล้วเข้าไปนอนตายในป่าเมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนจึงต้องแข่งกับเวลา เพราะลักษณะเช่นนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่าโอกาสรอดของพลายสามพรานเหลือ 50 : 50 เท่านั้น

อาการและบาดแผลของสามพรานขณะนั้น การฉีดยา ทำแผล อาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด ในที่สุดสัตวแพทย์จึงตัดสินใจวางยาให้สลบ และผ่าตัดกลางป่า ท่ามกลางอากาศอบอ้าว อุณหภูมิร่างกายสามพรานสูงขึ้น เสี่ยงต่อการช็อก ทุกคนจึงต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด หลังฟื้นขึ้นมา พร้อมอาหารบางส่วนที่วางอยู่ต่อหน้า แม้ยังงงๆ แต่ พลายสามพราน สบายตัวขึ้น เนื่องจากบ่วงที่รัดถูกนำออกแล้ว ในระหว่างนั้น พบว่ามีช้างเพศเมียมารับพลายสามพรานเข้าโขลง ดูเดินได้คล่องขึ้น เป็นความประทับใจของทุกคนที่เกิดขึ้นพร้อมคำถามว่า "การที่พลายสามพรานบาดเจ็บอยู่ตัวเดียวนั้น เป็นเพราะตามโขลงไม่ทัน หรือโขลงจงใจที่จะทิ้งไว้ เพื่อให้คนมารักษากันแน่"ต้นปี "50 เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ต.คลองตะเคียนอีกครั้ง ว่าพบช้างป่าออกมาทำลายพืชไร่ชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว หลังการติดตามก็พบว่าช้างป่าตัวนั้น คือ "พลายสามพราน" นั่นเอง พลายสามพราน เดินทางด้วยระยะทางไกลจากจุดเดิมที่รักษาประมาณ 15 กิโลเมตร ออกมากินและทำลายพืชไร่ของชาวบ้าน สภาพของมันขณะนั้น น่าสงสาร ผอมโซ ไม่มีพื้นที่จะอยู่ ถูกไล่ต้อน มีร่องรอยถูกงาช้างแทง 3-4 รอยที่สะโพก หากินอยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีปลูกพืชอย่างหนาแน่น อาการจึงแย่ลง ในที่สุดคณะสัตวแพทย์ จากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องเข้าทำการรักษา พลายสามพราน อีกครั้ง คราวนี้มีชาวบ้านมาช่วยกันมาก ทุกคนสงสารและเข้าใจ จึงเกิดการรวมตัวกันที่จะช่วยกันดูแล และหาอาหารมาให้ แต่แล้วไม่นานนัก โขลงช้างป่ากลับลงมาทำลายผลผลิตของชาวบ้านอีก จะเป็นการมาเยี่ยมพลายสามพรานหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ มันได้สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคน ชาวบ้านจึงรวมตัวกันทำหนังสือร้องเรียนอีกครั้ง เพื่อขอให้นำพลายสามพรานเข้าไปไว้ในพื้นที่เขตเขาอ่างฤๅไน

จากการตรวจสุขภาพพบว่า มันสมบูรณ์มากขึ้น แต่บาดแผลที่เท้าหน้าขวาค่อนข้างแย่ มีก้อนเนื้อก้อนใหญ่งอกออกมา อาจเป็นผลมาจากพื้นที่ป่าที่พลายสามพรานเลือกที่จะพักรักษาตัวนั้น เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก การตกค้างของสารเคมีในแหล่งน้ำ และพืชไร่ของเกษตรกร ทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น ระหว่างเกษตรกร ช้างป่า และเจ้าหน้าที่ นายสามารถ สุมโนจิตราภรณ์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า จัดการประชุมเร่งด่วนเพื่อหาวิธีเคลื่อนย้ายมันไปยังที่เหมาะสม โดยสรุปว่าจะย้ายโดยใช้วิธีการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมคชศาสตร์โบราณ กับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยสัตวแพทย์ให้ยาซึมลดอาการดิ้นรน แล้วใช้หมอช้างและช้างบ้านจาก จ.สุรินทร์ มาประคับประคองพาพลายสามพรานออกจากป่า นำขึ้นรถขนย้าย โดยที่พลายสามพรานยังไม่ล้มตัวนอน การดำเนินการแบบนี้ เคยมีรายงานการทำมาแล้วอย่างได้ผลที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นไปอย่างราบรื่น พลายสามพรานเดินตามทีมหมอช้างจากสุรินทร์ และเคลื่อนย้ายอย่างสงบภาพประทับใจที่ทุกคนได้เห็นในวันนั้น ไม่เพียงแต่การที่ชาวบ้านทีมงานทุกคนได้เห็นวัฒนธรรมโบราณที่กำลังจะหายไป ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกปรามาสว่าเป็นลิเก แต่กลับเป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า มันยังคงใช้ได้จริง ณ เวลาปัจจุบัน ทีมสัตวแพทย์ได้ตรวจสุขภาพ รักษาบาดแผล ให้ยาบำรุงและวัคซีน ก่อนปล่อยพลายสามพรานให้ดำรงชีวิตอย่างอิสระในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน แต่หลังจากนั้นเพียง 3 วัน พบว่าพลายสามพรานเดินหากินมุ่งหน้าสู่ป่าคลองตะเคียนที่เดิม ห่างจากเขตฯ ประมาณ 25 กิโลเมตร และยังพบร่องรอยการถูกช้างป่าตัวอื่นแทงที่สะโพก เชื่อว่าเป็นการถูกขับออกจากป่า หลังจากที่ประชากรช้างป่าในพื้นที่เขาอ่างฤๅไนนั้นเพิ่มขึ้น เกินศักยภาพที่พื้นที่จะรองรับได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะทำงานจึงไประชุม และเข้าตรวจสภาพพลายสามพรานว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สรุปได้ว่า ต้องย้ายกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไกลกว่าเดิม สู่โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง เพื่อรักษาและปล่อยสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง ที่มีช้างเพศเมียถูกปล่อยไปก่อนหน้านั้นแล้ว ครั้งนี้ไม่ต้องใช้พิธีกรรมทางคชศาสตร์และยาซึมอีก แต่ต้องใช้ช้าง พลายบัวบาน ช้างพี่เลี้ยงที่เคยเป็นเพื่อนย้ายครั้งที่แล้วมาเดินทางไปเป็นเพื่อน ทุกคนเฝ้ารอและเอาใจช่วย แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรอคำตอบคือ อาการป่วยที่แท้จริงของสามพรานอาจไม่ได้อยู่ที่ขา แต่อาจอยู่ที่อวัยวะภายในที่บาดเจ็บมานาน การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเริ่มแย่ลง ทีมหมอทุกคนรู้ดี แต่ต้องทำให้ดีที่สุด แล้ววันสุดท้ายของพลายสามพรานก็มาถึง เขาได้หลับอย่างสงบ หลังจากต้องทนทุกข์กับบาดแผลที่เกิดจากคนใจร้ายมาในช่วงหนึ่งของชีวิต จบการต่อสู้ด้วยวัยเพียง 7 ปี ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปกรณีของลูกช้างป่า พลายสามพราน ไม่ได้เป็นแค่โศกนาฏกรรมทางธรรมชาติของสัตว์ป่าที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์เท่านั้น แต่เรื่องราวของพลายสามพรานยังได้ให้สิ่งใหม่ๆ กับแวดวงนักอนุรักษ์ และผู้ทำงานด้านทรัพยากรสัตว์ป่าในประเทศอีกหลายประการ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของสัตวแพทย์ผู้ให้การรักษา และเจ้าหน้าที่ทีมงานทุกคนเท่านั้น แต่มันคือการให้บทเรียนแห่งการเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน รักษาและดูแลซึ่งกันและกัน ระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ป่า ได้เป็นอย่างดี

จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6331 หน้า 5


1 ความคิดเห็น:

onenong กล่าวว่า...

เห็นช้างป่าต้องล้มน่าอนาถ
เห็นเป็นภาพบาดหัวจิตคิดสงสาร
เหตุใดหนอเจ้าต้องตายอย่างทรมาน
คนสันดารแสนชั่วเข้าทำลาย

เจ้าช้างผิดอันใดใครบอกเถิด
ผิดที่เกิดมาเป็นสัตว์เดรัตฉาน
หรือเพราะพวกหยาบช้าสันดารมาร
เป็นตัวการตัวทำร้ายตัวทำลาย

หากกลับให้มันเจ็บแทนเจ้าบ้าง
ให้ความเจ็บแทรกซึมซ่านรูขุมขน
อยากจะให้พวกมันต้องทุกข์ทน
ความเจ็บล้นจนต้องหาทางตาย